--:: รู้เรื่องการพิมพ์::--

เพื่อที่จะทำให้คุณเข้าใจ และสามารถพูดคุยกับโรงพิมพ์ได้ เราก็ควรที่จะทราบ ศัพท์และภาษาที่ใช้ในงานพิมพ์ เพื่อที่จะสื่อสารกับทางโรงพิมพ์ได้อย่างเข้าใจ และอาจช่วยให้ทำคุณประหยัดทั้งเวลา และงบประมาณในการพิมพ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ ลองแวะเข้ามาดูสิคะ


--:: ชนิดของกระดาษ ::--

หน้านี้จะแนะนำประเภทของกระดาษหลักๆที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ค่ะ

  1. กระดาษอาร์ต นิตยสารเกือบร้อยทั้งร้อยมักจะใช้กระดาษอาร์ตเป็นปก รวมทั้งหน้าในที่พิมพ์สี่สีด้วยค่ะ กระดาษชนิดนี้เนื้อจะแน่น ผิวเรียบ มีทั้งอาร์ตด้าน และอาร์ตมัน เหมาะสำหรับพิมพ์งานสี่สี ยิ่งถ้าเคลือบผิวเข้าไปยิ่งสวยจะเคลือบให้ดูมันวาว หรือเคลือบด้านก็ได้ค่ะ มีความหนาหลายระดับ มีตั้งแต่บางๆใช้ทำฉลากเช่นฉลากปลากระป๋อง ไปถึงหนาๆ แข็งๆ เช่น ปกนิตยสาร ค่ะ นอกจากนี้กระดาษอาร์ตยังเหมาะสำหรับงานพวกโปสเตอร์ โบรชัวร์ ต่างๆด้วย แต่กระดาษชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูงค่ะ
  2. กระดาษปอนด์ ตัวอย่างกระดาษปอนด์ก็ เช่น หน้าในของสมุดที่นักเรียนนักศึกษาใช้น่ะค่ะ หรือไม่ก็หน้าในของนิตยสารที่พิมพ์ขาวดำ กระดาษปอนด์เป็นกระดาษที่เนื้อแน่นพอสมควร แต่จะไม่เท่ากับกระดาษอาร์ต ฉีกขาดง่ายกว่า ทนความชื้นน้อยกว่า ใช้พิมพ์สี่สีก็ได้ค่ะ แต่ไม่สวยเท่ากระอาร์ต แต่เขียนง่ายกว่าทั้งปากกาและดินสอ ที่สำคัญราคาถูกกว่ากระดาษอาร์ตมากค่ะ พวกหนังสือพิมพ์ธุรกิจ เช่น ประชาชาติ ฐานเศรษฐกิจ ก็ใช้กระดาษชนิดนี้เหมือนกัน
  3. กระดาษปรู๊ฟ ลองจับกระดาษหนังสือพิมพ์ดูนะคะ เป็นหนังสือพิมพ์ทั่วไป เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ พวกนี้เป็นกระดาษปรู๊ฟ เนื้อจะฟู หลวม สีไม่ขาวมาก ออกไปทางเหลืองด้วยซํ้า ไม่ค่อยทนความชื้น ฉีกขาดง่าย พิมพ์สี่สีก็พอได้แต่ไม่สวยเท่าสองชนิดแรก แล้วพิมพ์ยากกว่าด้วย แต่ก็มีข้อดีคือราคาถูกกว่าสองชนิดแรกค่ะ
  4. กระดาษแบงค์ กระดาษแบงค์เป็นกระดาษบางๆ มักจะมีสี เช่น สีชมพู สีฟ้า จะใช้สำหรับพิมพ์บิลต่างๆ หรือใบปลิวก็พอไหวค่ะ
  5. กระดาษแอร์เมล์ เนื้อบางมากค่ะ นิยมใช้พิมพ์บิลเช่นกัน
  6. กระดาษเคมี กระดาษชนิดนี้เคลือบสารเคมี เมื่อเขียนด้านบนแล้วจะติดที่กระดาษแผ่นล่างด้วยเรียกง่ายๆก็กระดาษก็อปปี้ในตัวน่ะค่ะ เดี๋ยวนี้บิลสมัยใหม่ไม่ต้องแทรกกระดาษคาร์บอนแล้วค่ะ
  7. กระดาษพีวีซี คล้ายๆพลาสติกค่ะ ฉีกขาดยาก ทนความชื้นได้ดีมาก นิยมใช้ทำนามบัตรโดยเฉพาะค่ะ
    Top

--:: ขนาดของงาน ::--

การกำหนดขนาดพิมพ์ให้เหมาะสม จะช่วยคุณประหยัดได้มาก เพราะถ้าขนาดที่คุณกำหนด ไม่พอดีกับขนาดกระดาษหรือขนาดแม่พิมพ์ ก็จะมีเศษเหลือ ทีนี้เศษเหลือนี่โรงพิมพ์เขาจะคิดราคาด้วย แล้วเศษนี่ไม่ใช้น้อยๆนะคะจะลองยกตัวอย่างให้ดูค่ะ สมมติว่าแม่พิมพ์มีราคาตารางนิ้วละ100 บาท และขนาดงานจริงของคุณต้องใช้แม่พิมพ์ 70 ตารางนิ้ว รวมแล้วค่าแม่พิมพ์ก็น่าจะเป็น 100 x 70 = 7,000 บาท แต่เนื่องมาจากขนาดงานของคุณ ไม่พอดีกับแม่พิมพ์ จึงต้องใช้แม่พิมพ์ที่ใหญ่ขึ้น เป็นขนาด 100 ตารางนิ้ว ต้นทุนก็จะกลายเป็น 100 x 100 = 10,000 บาท เห็นไหมคะเพิ่มขึ้นมาอีกตั้ง 3,000 นี่ยังไม่นับกระดาษเลยนะคะ

  1. ขนาดมาตรฐานสากล เอาศัพท์นี้บอกโรงพิมพ์ รับรองรู้เรื่อง และไม่มีผัญหาเรื่องมีเศษกระดาษเหลือให้สิ้นเปลืองค่ะ
    • Tabloid 11 x 17 (นิ้ว)
    • F4 8 1/2 x 14 (นิ้ว)
    • Letter 8 1/2 x 11 (นิ้ว)
    • Executive 7 1/4 x 10 1/2 (นิ้ว)
    • A3 12 x 18 (นิ้ว)
    • A4 8 1/4 x 11 3/4 (นิ้ว)
    • A5 8 1/4 x 5 7/8 (นิ้ว)
  2. ขนาดที่ตัดกระดาษลงตัว ในกรณีไม่ใช้ขนาดมาตรฐานสากลก็สามารถเลือกขนาดตามตัวอย่างข้างล่างนี้ก็ได้ค่ะ ถ้าไม่เท่ากันพอดีก็ต้องเล็กกว่าตัวอย่างนะคะ แต่ห้ามใหญ่กว่า
    ขนาดตัด
    นิ้ว
    1
    31 x 43
    2
    31 x 21 1/2
    3
    31 x 14 1/4 (ตามยาว)
    3
    15 1/2 x 27 1/2 (รูปตัว T)
    4
    15 1/2 x 21 1/2
    5
    13 x 18
    6
    14 1/4 x 15 1/2
    8
    10 3/4 x 15 1/2
    9
    10 1/4 x 14 1/4
    10
    8 1/2 x 15 1/2
    11
    8 1/2 x 13 1/2
    13
    8 1/2 x 11
    15
    8 1/2 x 10 1/4
    16
    7 3/4 x 10 3/4
    18
    7 1/8 x 10 1/4
    20
    7 3/4 x 8 1/2
    21
    6 1/8 x 9 1/2
    25
    6 1/8 x 8 1/2
    32
    5 3/8 x 7 3/4
    36
    5 1/8 x 7 1/8
    Top

--:: สี ::--

งานพิมพ์ทุกงาน โรงพิมพ์จะต้องถามว่าต้องการพิมพ์กี่สี เพื่อที่จะคิดราคาให้คุณได้ค่ะ ดังนั้นจึงควรที่จะทราบรายละเอียดนี้ค่ะ การนับสีจะนับเฉพาะสีที่พิมพ์ ไม่นับสีของกระดาษนะคะ ตัวอย่างเช่น ใบเสร็จรับเงินพื้นสีฟ้า พิมพ์ตัวหนังสือสีดำและเส้นเป็นสีเทา อย่างนี้เรียกว่าพิมพ์ 1 สีนะคะ สีฟ้าไม่นับเพราะเป็นสีของกระดาษ ส่วน สีเทาก็คือสีดำที่พิมพ์ให้มีนํ้าหนักอ่อนลง รวมแล้วทั้งเทาและดำก็นับเป็นสีเดียวค่ะ

  • พิมพ์ 1 สี เป็นงานพิมพ์ที่เราเห็นกันทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นงานขาวดำเช่น หนังสือเล่มทั้งหลาย ตำราเรียน พ็อคเก็ตบุ๊คส์ แต่เป็นหน้าในนะคะ ไม่ใช่ปก แต่จริงแล้วงานสีเดียวจะพิมพ์สีอะไรก็ได้ เช่น แดง เหลือง หรือนํ้าเงิน และในสีที่พิมพ์นั้นก็เลือกความเข้มได้หลายระดับ ทำให้ดูเหมือนว่าพิมพ์หลายสีได้ เช่น พิมพ์สีแดงบนกระดาษขาว ถ้าพิมพ์จางๆก็จะได้สีชมพูเป็นต้น การพิมพ์ 1 สี มีต้นทุนตํ่าที่สุด ถ้ามีงบจำกัดก็เลือกพิมพ์สีเดียวนี่แหละค่ะ
  • พิมพ์หลายสี การพิมพ์สีเดียวนั้น ทำให้งานดูไม่น่าสนใจนัก ถ้าต้องการความสวยงามก็อาจจะต้องพิมพ์หลายสี เช่น พิมพ์ 2 สี หรือ 3 สี เป็นต้น ส่วนใหญ่จะนิยมพิมพ์ 2 สีค่ะ เช่น ดำกับแดง หรือดำกับนํ้าเงิน หรือคู่สีอะไรก็ได้ค่ะ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มจากพิมพ์สีเดียวขึ้นมาอีกบางส่วน เพราะโรงพิมพ์จะต้องเพิ่มแม่พิมพ์ตามจะนวนสี และต้องเพิ่มเที่ยวพิมพ์ตามไปด้วยค่ะ
  • พิมพ์สี่สี (แบบสอดสี) ถ้าต้องการพิมพ์ภาพที่มีสีสันสวยงาม เหมือนกับที่ตาเราเห็นก็ต้องพิมพ์สี่สีแบบสอดสี เรานิยมเรียกกันสั้นๆว่าพิมพ์ 4 สี การพิมพ์แบบนี้ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องการพิมพ์ มีกี่ร้อยกี่พันสี โรงพิมพ์ก็จะใช้วิธีพิมพ์สีหลักสี่สี แล้วมันจะผสมกันออกมาได้สารพัดสีตามที่ต้องการ ซึ่งแน่นอนว่าขั้นตอนยากกว่าสองแบบแรก ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าเพราะต้องใช้แม่พิมพ์ถึง 4 ตัว แล้วก็ต้องพิมพ์สี่รอบ สีที่ใช้พิมพ์เขาก็มีชื่อเรียกกัน แต่อย่าไปจำเลยค่ะ เอาชื่อไทยๆจำง่ายดีกว่า สี่สีที่ว่าก็คือ ชมพู เหลือง ฟ้าและดำ ไม่น่าเชื่อว่า สี่สีนี้ผสมกันออกมา จะให้เป็นสีอะไรก็ได้ เป็นล้านสีเลยล่ะค่ะ พวกปกหนังสือ โปสเตอร์สวย หน้าแฟชั่นในนิตยสารก็ล้วนแต่พิมพ์สี่สีเป็นส่วนใหญ่ค่ะ
    Top

--:: วิธีการเข้าเล่ม ::--

การเข้าเล่มหลักๆ ก็มีอยู่ดังนี้ค่ะ

  • เข้าเล่มกาวหัว การเข้าเล่มแบบนี้ใช้สำหรับพวกใบเสร็จต่างๆคะ หรือไม่ก็พวกสมุดฉีก กระดาษโน้ต memo อะไรทำนองนี้แหละค่ะ เป็นการเข้าเล่มสำหรับให้ฉีกออกไปใช้โดยเฉพาะ วิธีการก็ง่ายมาก เอากระดาษมาเรียงกันเป็นตั้ง แล้วเอากาวลาเท็กซ์ ทาที่ขอบด้านบน ที่สันน่ะค่ะ ตรงหัวกระดาษนั่นแหละ จึงได้ชื่อว่าการเข้าเล่มแบบ "กาวหัว"
  • เข้าเล่มแบบไสกาว(ไสสันทากาว) ลองดูการเข้าเล่มของนิตยสารดูสิคะ เข้าเล่มแบบไสกาวทั้งนั้นแหละค่ะ พวกพ็อคเก็ตบุคส์ หนังสือเรียน ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้น เพราะราคาไม่แพง ความทนทานก็พอใช้ได้ แค่พอใช้ได้ค่ะ เคยเจอไหมคะ นิตยสารเล่มหนา เปิดไปเปิดมาจะมีหน้ากระดาษหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ยิ่งเราพยายามกางหนังสือออกมากๆก็จะหลุดง่าย การเข้าเล่มแบบนี้กางหนังสือออกได้ไม่มากครับ พอปล่อยมือหน้ากระดาษจะดีดกลับ หุบเข้ามาเหมือนเดิม ถ้าเราขืนกางมากๆ( เช่น เวลาเอาไปถ่ายเอกสาร) พวกก็พาลหลุดซะเลย วิธีเข้าเล่มแบบไสกาว เขาจะนำกระดาษที่เรียงหน้าเป็นเล่มแล้ว มาไสด้านข้างให้เป็นขุยก่อนแล้วจึงทากาว ที่ต้องไสสันก่อนก็เพื่อให้กาวแทรกซึมเข้าไปดรขึ้น การยึดติดก็จะดีขึ้นค่ะ นั่นเป็นที่มาของคำว่า "ไสกาว")
  • ารเข้าเล่มแบบเย็บอก หรือเย็บมุงหลังคา แบบนี้ง่ายค่ะ นิยมใช้เย็บสมุดของนักเรียนนักศึกษา หรือหนังสือที่มีจำนวนหน้าน้อยๆ ไม่เกิน 60 หน้า หรืออย่างมากก็ 80 หน้า วิธีการก็คือ เอากระดาษทั้งเล่มมาเรียงกันแล้วพับครึ่งตามแนวตั้ง จากนั้นใช้ลวดเย็บกระดาษเย็บ เป็นอันจบพิธีค่ะ
  • เข้าเล่มแบบเย็บกี่ การเข้าเล่มแบบเย็บกี่นี่ทนสุดๆค่ะ กางออกได้มาก ลองดูพวก พจนานุกรา ดิคชันนารี สารานุกรมน่ะค่ะ เล่มใหญ่ๆ จำนวนหน้ามากๆ บางเล่มเป็นพันหน้าก็มี เขาเข้าเล่มด้วยการเย็บกี่ทั้งนั้นแหละค่ะ วิธีการก็ยุ่งยากพอสมควร โดยเอากระดาษทั้งเล่มมาแยกออกเป็นส่วนย่อยหลายๆส่วน แล้วเย็บแยกแต่ละส่วนเป็นเล่มเหมือน เย็บอกในข้อสาม แต่ใช้ด้ายเย็บนะคะ จากนั้นเอาเล่มย่อยๆมาร้อยรวมกันเป็นเล่มใหญ่อีกที แล้วจึงหุ้มด้วยปกอีกชั้นค่ะ
    Top

--:: ระบบการพิมพ์ ::--

นี่เป็นระบบการพิมพ์ที่นิยมใช้กันอยู่ค่ะ

  • ระบบออฟเซ็ต ระบบออฟเซ็ต เป็นระบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด สมุดหนังสือ ใบปลิว โปสเตอร์ ใบเสร็จ ล้วนแต่พิมพ์ด้วยระบบนี้ทั้งนั้น เพราะพิมพ์ได้สวยงาม พิมพ์ภาพได้ดี พิมพ์สี่สีก็สวย เหมาะสำหรับงานที่ยอดพิมพ์สูงๆ ควรจะหลายพันหรือเป็นหมื่นขึ้นไปจึงจะคุ้ม เพราะแม่พิมพ์มีราคาแพง พิมพ์สิบใบก็ได้ แต่ราคาต่อใบจะสูงมากค่ะ
  • ระบบซิลค์สกรีน การพิมพ์ซิลค์สกรีนพิมพ์ภาพได้ไม้ค่อนดี เหมาะกับงานลายเส้น งานที่มียอดพิมพ์น้อย งานพิมพ์บนวัสดุที่พิมพ์ยาก เช่น สติกเกอร์ ไม้ แก้ว หนัง ผ้าและแผ่นซีดีอะไรพวกนี้แหละค่ะ อ้อ ... นิยมใช้พิมพ์นามบัตรด้วยคะ เพราะนามบัตรยอดพิมพ์น้อย
  • การพิมพ์โรเนียวแบบดิจิตอล ตอนเป็นนักเรียนเคยสังเกตข้อสอบไหมคะ ใช้กระดาษเนื้อฟูๆ พิมพ์แต่ตัวหนังสือ หรือถ้าเป็นภาพก็เป็นภาพลายเส้น แล้วก็ไม่ค่อยคมชัด แค่พอดูออก พวกนั้นเกิดจากการพิมพ์โรเนียวค่ะ แต่ถึงวันนี้โรเนียวแบบโบราณเริ่มจะหายไปแล้วค่ะ มีคนคิดเครื่องใหม่ๆขึ้นมา คล้ายๆเครื่องถ่ายเอกสาร แต่ใช้หลักการเหมือนการโรเนียว คงไม่อะธิบายให้งงหรอกค่ะ เอาเป็นว่าผลงานของเจ้าเครื่องสมัยใหม่นี่ ช่วยให้พิมพ์ภาพได้ดีขึ้น ความคมชัดดีขึ้น แม้จะสู้ระบบออฟเซ็ตไม่ได้ แต่ข้อดีคือ ต้นทุนตํ่า พิมพ์ไม่กี่สิบใบก็พิมพ์ได้ ไปจนถึงร้อย หรือพันใบก็ยังไหว เหมาะกับพวกใบปลิว การ์ดเชิญง่าย ฎีกาผ้าป่าอะไรเทือกนี้แหละค่ะ ลูกค้าของเราบางคนใช้พิมพ์สัญญากู้เงินก็ยังมีเลยค่ะ
    Top

--:: ศัพท์ที่ใช้ในการพิมพ์ ::--

ศัพท์น่ารู้ที่ใช้ในวงการพิมพ์ เอาใว้ใช้พูดคุยกับทางโรงพิมพ์ไงคะ

  • เพลท = แม่พิมพ์ ถ้าเป็นการพิมพ์ออฟเซ็ตแม่พิมพ์จะมีลักษณะเป็นแผ่นโลหะบางๆ เคลือบด้วยสารเคมีบางอย่าง จะเป็นสารอะไรบ้างคงไม่ต้องลงลึกถึงขั้นนั้นนะคะ แต่ที่ต้องรู้ไว้ก็คือ ต้นทุนในการทำแม่พิมพ์เป็นต้นทุนคงที่ เช่น แม่พิมพ์ 4 สี สมมติว่าต้นทุน 10,000 บาท ถ้าคุณพิมพ์ โปสเตอร์ 1 ใบก็ต้องเสียค่าแม่พิมพ์ 10,000 บาท แต่ถ้าพิมพ์ 1,000 ใบค่าแม่พิมพ์เฉลี่ยแล้วเหลือใบละ 10 บาท ถูกลงไปเยอะเลยใช่ไหมค่ะ ดังนั้นถ้าคุณพิมพ์ยอดน้อยๆก็ต้องทำใจว่า ต้นทุนต่อหน่วยค่อนข้างจะสูง
  • ใบชุด = จำนวนสำเนาของใบเสร็จแต่ละชุด (รวมต้นฉบับ) คือเวลาพิมพ์ใบเสร็จ 1 เล่มจะมี 50 ชุด แต่ละชุดจะมีสำเนา ถ้าบอกว่าใบเสร็จ 4 ใบชุด หมายถึงใบเสร็จแต่ละชุด (แต่ละเลขที่) จะมี สำเนา 3 ใบรวมต้นฉบับเป็น 4 ใบ
  • เจียน = คือการตัดขอบกระดาษที่เผื่อไว้ในตอนพิมพ์ออก โดยปกติเวลาพิมพ์งาน โรงพิมพ์จะพิมพ์กระดาษแผ่นใหญ่แล้วค่อยมาตัดแบ่งออกเป็นชิ้นงาน ตามขนาดที่ต้องการ เช่น โบรชัวร์ขนาด A4 โรงพิมพ์อาจจะพิมพ์ครั้งละ 8 หน้าแล้วค่อยมาตัดแบ่งเป็น A4 ภายหลัง ในการตัดแบ่งนี่แหละค่ะที่จะต้องตัดขอบออก อาจจะตัดหยาบๆออกเป็น 8 แผ่นก่อน ตัดมาแล้วขนาดอาจจะยังไม่ถูกต้องดี เช่น ใหญ่กว่าสัก 2-3 มิลลิเมตร ดังนั้นจึงต้องเอาแต่ละแผ่นมาตัดละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ที่เล่ามาทั้งหมดนี่แหละค่ะที่เรียกว่า "เจียน"
  • ไดคัท = มีสองความหมาย
    ความหมายแรก คือการตัดขอบกระดาษแต่ไม่เหมือนกับการเจียน การเจียนจะตัดเป็นเส้นตรง ส่วนไดคัท เป็นการตัดขอบตามรูปทรงต่างๆ จะหยักจะโค้งอย่างไรก็ได้ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการเจียน
    ความหมายที่สอง คือการลบฉากหลังของภาพออก เช่น ถ่ายภาพบ้านจัดสรรมาแล้วฉากหลังไม่สวยงาม จึงลบฉากหลังออกเพื่อนำไปวางลงบนฉากหลังอื่น หรือไม่เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นฉากหลังขาว
  • พิมพ์กี่สี = การนับจำนวนสี นับจากสีที่พิมพ์ ไม่นับสีของกระดาษ เช่นกระดาษพื้นมีชมพู พิมพ์สีดำ อย่างนี้เรียกพิมพ์ 1 สี ในงานพิมพ์อาจจะมีสีเทาอ่อน เทาแก่ก็นับเป็นสีเดียว เพราะเป็นการลดนํ้าหนักสี แต่หมึกที่ใช้เป็นหมึกสีดำ
  • กระดาษเคมี = เป็นกระดาษสำหรับพิมพ์ใบเสร็จที่เขียนด้านบนแล้ว จะติดลงไปถึงแผ่นที่อยู่ด้านล่างด้วย โดยไม่ต้องใช้กระดาษคาร์บอน หรือจะเรียกว่ากระดาษก็อปปี้ในตัวก็ได้ค่ะ
    Top